สถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย

ประจำราชอาณาจักรไทย

         ทุกวันนี้ กองทัพรัสเซียและหน่วยป้องกันตนเองของสาธารณรัฐโดเนตสค์และลูฮันสค์ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการพิเศษทางทหารเพื่อจะยุติการเลือกปฏิบัติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อุกอาจต่อชาวรัสเซียและขจัดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสหพันธรัฐรัสเซียที่สหรัฐอเมริกาได้สร้างขึ้นในดินแดนยูเครนเป็นเวลาหลายปี ขณะที่พวกเขากำลังพ่ายแพ้ในสนามรบ ระบอบการปกครองของยูเครนและผู้อุปถัมภ์จากชาติตะวันตกได้ต้องการที่จะทำลายประเทศของเราลงให้เกิดภาพลบในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ เราได้เห็นภาพของเมืองบูชา (Bucha) มาริโอปอล (Mariupol) ครามาทอสค์ (Kramatorsk) และ เครมชุค(Kremchug) แล้ว กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ออกคำเตือนเป็นประจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการปลอมแปลงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเรามีข้อเท็จจริงอยู่ในมือ

         การกระทำดังกล่าวมีรูปแบบของการยั่วยุจากฝ่ายตะวันตกและพรรคพวก อันที่จริง พวกเขาได้เริ่มกิจกรรมเหล่านี้มานานก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศยูเครนด้วยซ้ำ ในปี 2542 ในหมู่บ้าน Račak ในจังหวัดปกครองตนเองของเซอร์เบียในเขต Kosovo และ Metohija โดยในเหตุการณ์นั้นกลุ่มผู้ตรวจสอบ OSCE ได้มาถึงสถานที่ซึ่งมีการค้นพบศพหลายสิบศพที่สวมชุดพลเรือน โดยไม่มีการสอบสวนใดๆ หัวหน้าคณะได้ประกาศเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถึงแม้ว่าบทสรุปในลักษณะนี้จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศ แต่กลุ่มนาโต (NATO) ได้เริ่มทำการรุกรานทางทหารต่อยูโกสลาเวียในทันที โดยในระหว่างนั้น นาโตได้ทำลายศูนย์โทรคมนาคม สะพาน รถไฟโดยสาร และเป้าหมายพลเรือนอื่นๆ ต่อมาได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานที่แน่ชัดว่าศพผู้เสียชีวิตไม่ใช่พลเรือน แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธของกองทัพปลดปล่อยโคโซโว ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธผิดกฎหมาย แต่งกายด้วยชุดพลเรือน แต่เมื่อถึงเวลานั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้ว โดยได้เสนอข้ออ้างเรื่องการใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายครั้งแรกกับประเทศสมาชิก OSCE นับตั้งแต่การลงนามในพระราชบัญญัติสุดท้ายเฮลซิงกิในปี 2518 เป็นการบอกว่าแถลงการณ์นั้นได้ก่อให้เกิดการวางระเบิดเกิดขึ้น โดยวิลเลียม วอล์คเกอร์ พลเมืองสหรัฐฯ ที่เป็นหัวหน้าภารกิจตรวจสอบโคโซโวของ OSCE กล่าวว่าการแยกโคโซโวออกจากเซอร์เบียด้วยกำลังและการจัดตั้งแคมป์บอนด์สตีล ซึ่งเป็นฐานทัพทหารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐในคาบสมุทรบอลข่าน เป็นผลพวงหลักที่เกี่ยวข้องกับการรุกราน

         ในปี 2546 คอลิน พาวเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แสดงผลงานอันน่าอับอายในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยใช้ขวดที่บรรจุผงสีขาวบางชนิด ซึ่งเขากล่าวว่ามีสปอร์ของแอนแทรกซ์ โดยอ้างว่ามีการผลิตในอิรัก อีกครั้งที่การแสดงของปลอมนั้นใช้ได้ผลก็คือ พวกแองโกล-แซกซอนและพวกที่ตามผู้นำของพวกเขาได้ออกวางระเบิดอิรัก ซึ่งพยายามดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูสถานะของประเทศอย่างเต็มที่นับตั้งแต่นั้นมา ยิ่งไปกว่านั้น ไม่นานก่อนที่ของปลอมเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยกับทุกคนและยอมรับว่าอิรักไม่มีอาวุธชีวภาพหรือ WMD ใดๆ ต่อมา นายกรัฐมนตรีอังกฤษ โทนี่ แบลร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บงการการรุกราน ยอมรับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นการฉ้อโกง โดยกล่าวว่าพวกเขาอาจจะเข้าใจผิดหรืออะไรทำนองนั้น สำหรับคอลิน พาวเวลล์ ภายหลังเขาพยายามหาเหตุผลให้ตัวเองโดยอ้างว่าเขาถูกเข้าใจผิดด้วยวิธีการใดๆ นี่เป็นอีกการยั่วยุที่เสนอข้ออ้างในการดำเนินการตามแผนการทำลายชาติอธิปไตย

         นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ในประเทศลิเบียในปี 2554 โดยละครเรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สถานการณ์ไม่ได้ไปไกลถึงขึ้นมีการสร้างเรื่องโกหกขึ้นโดยตรง เช่นในโคโซโวหรืออิรัก แต่นาโต้ (NATO) ได้บิดเบือนมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งตอนนี้ได้กำหนดเขตห้ามบินเหนือลิเบียโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบดขยี้กองทัพอากาศของมูอัมมาร์ กัดดาฟี ไม่ให้ได้ขึ้นบินตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม นาโต้เริ่มทิ้งระเบิดลงหน่วยกองทัพลิเบียที่กำลังต่อสู้ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ได้เสียชีวิตลงอย่างป่าเถื่อน และประเทศลิเบียก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ความพยายามในการรวมประเทศกลับคืนสู่สภาพเดิมยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีตัวแทนของสหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการนี้อีกครั้ง ซึ่งแต่งตั้งโดยเลขาธิการสหประชาชาติโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ เพื่อนร่วมงานชาวตะวันตกของเราได้อำนวยความสะดวกในข้อตกลงภายในลิเบียหลายฉบับเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่มีข้อตกลงใดที่เป็นจริง กลุ่มติดอาวุธยังคงปกครองดินแดนลิเบีย โดยส่วนใหญ่พวกเขาได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก

         เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ในประเทศยูเครน ชาติตะวันตกซึ่งได้มีตัวแทนของรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส และโปแลนด์บังคับให้ประธานาธิบดี Viktor Yanukovich ให้ลงนามในข้อตกลงกับฝ่ายค้านเพื่อยุติการเผชิญหน้าและส่งเสริมการแก้ไขวิกฤตภายในยูเครนโดยสันติ ร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วที่จะจัดขึ้นภายในไม่กี่เดือน สิ่งนี้ก็กลายเป็นการฉ้อโกงเช่นกัน เช้าวันรุ่งขึ้น ฝ่ายค้านก่อการรัฐประหารตามคำเรียกร้องในการต่อต้านรัสเซียและการเหยียดผิว อย่างไรก็ตาม ผู้ค้ำประกันชาวตะวันตกดังกล่าวไม่ได้พยายามที่จะทำให้ฝ่ายค้านเข้าใจ นอกจากนี้ พวกเขาเปลี่ยนไปสนับสนุนผู้กระทำผิดที่ทำรัฐประหารให้เป็นไปตามนโยบายของพวกเขาในการต่อต้านรัสเซียและทุกสิ่งทุกอย่างของรัสเซีย ก่อการทำสงครามกับประชาชนของตนเองและทิ้งระเบิดในภูมิภาคดอนบาส (Donbass) เพียงเพราะคนที่นั่นปฏิเสธที่จะยอมรับการทำรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตราหน้าผู้คนในเขตดอนบาส (Donbass) ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

         ณ จุดนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อมีการเปิดเผยออกมา การสังหารผู้ประท้วงที่ Maidan ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งตะวันตกตำหนิกองกำลังความมั่นคงของยูเครนที่ภักดีต่อ Viktor Yanukovich หรือหน่วยพิเศษของรัสเซีย ว่าสมาชิกหัวรุนแรงของฝ่ายค้าน คือ คนที่อยู่เบื้องหลังการยั่วยุครั้งนี้ ขณะที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยข่าวกรองตะวันตก การเปิดเผยข้อเท็จจริงเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานนัก แต่เมื่อถึงเวลาพวกเขาก็ได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว

         ความพยายามของรัสเซีย เยอรมนี และฝรั่งเศสปูทางให้ยุติสงครามระหว่างเคียฟ โดเนตสค์ และลูฮานสค์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ด้วยการลงนามในข้อตกลงมินสค์ เบอร์ลินและปารีสมีบทบาทเช่นกัน โดยเรียกตัวเองว่าประเทศผู้ค้ำประกันด้วยความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเจ็ดปีที่ยาวนานหลังจากนั้น พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยเพื่อปูทางให้เคียฟเปิดการเจรจาโดยตรงกับตัวแทนของเขตดอนบาส (Donbass) เพื่อตกลงในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสถานะพิเศษ การนิรโทษกรรม การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และการจัดการเลือกตั้งตามที่ข้อตกลงมินสค์ ซึ่งได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผู้นำตะวันตกยังคงนิ่งเงียบเมื่อเคียฟดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งละเมิดข้อตกลงมินสค์โดยตรงภายใต้การนำของนายปีเตอร์ โปโรเชนโก และนายวลาดิมีร์ เซเลนสกี ยิ่งกว่านั้น ผู้นำเยอรมันและฝรั่งเศสยังพูดต่อไปว่า เคียฟไม่สามารถเข้าร่วมการเจรจาโดยตรงกับสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์และลูฮานสค์ได้ และกล่าวโทษทุกอย่างให้รัสเซียเป็นฝ่ายผิด แม้ว่ารัสเซียจะไม่ได้กล่าวอ้างข้อตกลงมินสค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วรัสเซียยังคงเป็นประเทศเดียวที่รักษากฎกติกานี้ไว้และผลักดันให้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้ไว้

         หากใครสงสัยว่าข้อตกลงมินสค์เป็นของปลอมหรือไม่ ต้องมาดูที่คำพูดของนาย Petro Poroshenko ซึ่งเป็นผู้ที่ได้สร้างเรื่องนี้ขึ้นโดยพูดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ว่าข้อตกลงมินสค์ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเรา และเราไม่ได้ตั้งใจที่จะดำเนินการตามนั้น... เป้าหมายของเรา คือการกำจัดภัยคุกคามที่เราเผชิญและเอาชนะเวลาเพื่อฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างกองทัพขึ้นใหม่ หากเราบรรลุเป้าหมายนี้ ภารกิจจึงจะสำเร็จสำหรับข้อตกลงมินสค์ ชาวยูเครนยังคงต้องให้ค่าของกับของปลอมพวกนี้ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ชาติตะวันตกได้บังคับให้ยอมรับระบอบนีโอนาซีที่ต่อต้านรัสเซีย เป็นการสิ้นเปลืองเวลามากสำหรับ นาย Olaf Scholz เพราะการเรียกร้องของเขาได้พยายามบังคับให้รัสเซียยอมรับข้อตกลงที่รับประกันบูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของยูเครน อันที่จริงมีข้อตกลงในเรื่องนี้อยู่แล้วในข้อตกลงมินสค์ แต่เบอร์ลินร่วมกับปารีสเป็นผู้ที่ทำให้มันผิดเพื้ยนไปโดยการปกป้องรัฐบาลเคียฟในการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

         อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดียูเครนนาย Vladimir Zelensky เป็นผู้สืบทอดอำนาจจาก นาย Petro Poroshenko ในระหว่างการชุมนุมหาเสียงในต้นปี 2562 เขาบอกว่าเขาพร้อมที่จะคุกเข่าต่อหน้าเพื่อยุติสงคราม

ในเดือนธันวาคม 2019 นายเซเลนสกี้ได้มีโอกาสดำเนินการตามข้อตกลงมินสค์หลังจากการประชุมสุดยอดที่นอร์มังดีในปารีส ในเอกสารที่นำมาใช้ ประธานาธิบดียูเครนรับหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานะพิเศษของดอนบาส (Donbass) และแน่นอน คือเขาไม่ได้ทำอะไรเลย ในขณะที่เบอร์ลินและปารีสปกปิดทุกอย่างเพื่อเขาอีกครั้ง เอกสารและการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดได้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าปลอมๆ ที่สนับสนุนโดยยูเครนและชาติตะวันตกเพื่อให้ได้รับเวลาในการจัดหาอาวุธเพิ่มเติมให้กับระบอบการปกครองของเคียฟให้เป็นไปตามแนวคิดของนาย Petro Poroshenko ตามจดหมายที่เขียนไว้

         นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของประเทศซีเรียด้วยในข้อตกลงปี 2556 ในการกำจัดคลังอาวุธเคมีของซีเรียตามกระบวนการทีละขั้นตอนที่ตรวจสอบโดยองค์กรเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPCW) ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในปี 2560 และ 2561 มีการยั่วยุที่รุนแรงขึ้นโดยใช้อาวุธเคมีใน Khan Shaykhun และ Duma ชานเมืองดามัสกัส มีวิดีโอที่แสดงคนที่เรียกตัวเองว่า White Helmets (องค์กรที่น่าจะเป็นองค์กรเพื่อมนุษยธรรมซึ่งไม่เคยปรากฏตัวในดินแดนที่ควบคุมโดยรัฐบาลซีเรียมาก่อน) ได้ทำการช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษแม้ว่าจะไม่มีใครมีชุดป้องกันหรืออุปกรณ์ป้องกันใดๆ ความพยายามทั้งหมดในการบังคับให้สำนักเลขาธิการด้านเทคนิคของหน่วยงาน OPCW ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและให้ทำการรับรองการสอบสวนให้มีความโปร่งใสเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ ตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (CWC) ที่ล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ประเทศตะวันตกได้แปรรูปสำนักเลขาธิการทางด้านเทคนิคมาเป็นเวลานานโดยมีการแต่งตั้งตัวแทนให้ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในโครงสร้างนี้ พวกเขามีส่วนในการจัดฉากเหตุการณ์เหล่านี้และใช้เป็นข้ออ้างสำหรับในการโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสต่อซีเรีย โดยบังเอิญ พวกเขาวางระเบิดเหล่านี้เพียงหนึ่งวันก่อนที่กลุ่มผู้ตรวจ OPCW จะมาถึงที่นั่นเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ที่รัสเซียยืนกราน ในขณะที่ตะวันตกทำทุกอย่างเพื่อป้องกันการติดตั้งระเบิดพวกนี้

         ฝ่ายตะวันตกและสำนักเลขาธิการด้านเทคนิคของ OPCW ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการเหตุการณ์ปลอมๆ ด้วยการวางยาพิษต่อครอบครัว Skripals และนาย Alexey Navalny ในทั้งสองกรณี รัสเซียส่งคำขอหลายรายการไปยังกรุงเฮก ลอนดอน เบอร์ลิน ปารีส และสตอกโฮล์ม เอกสารทั้งหมดออกไปโดยไม่มีคำตอบ แม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของ CWC อย่างสมบูรณ์และจำเป็นต้องได้รับคำตอบ

         คำถามที่รอดำเนินการอื่นๆ เกี่ยวข้องกับกิจกรรมลับของเพนตากอนในยูเครนที่ดำเนินการผ่านหน่วยงานควบคุมภัยคุกคามด้านกลาโหม ร่องรอยที่กองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารพิเศษได้ค้นพบในห้องปฏิบัติการทางทหาร อาวุธชีวภาพได้ถูกค้นพบและได้บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการละเมิดโดยตรงของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธชีวภาพและสารพิษ (BTWC) เราได้นำเสนอเอกสารต่อวอชิงตันและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแล้ว กระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ BTWC เพื่อเรียกร้องคำอธิบาย ตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ พยายามที่จะพิสูจน์การกระทำของตนโดยกล่าวว่าการวิจัยทางชีววิทยาทั้งหมดในยูเครนนั้นมีความสงบสุขและสำหรับพลเรือนโดยเฉพาะ โดยไม่มีหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

         อันที่จริง กิจกรรมทางการทหารและชีวภาพของเพนตากอนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอดีตสหภาพโซเวียต จำเป็นต้องได้รับความสนใจมากที่สุดในแง่ของหลักฐานที่มากมายในการทดลองกับเชื้อโรคที่อันตรายที่สุด เพื่อสร้างอาวุธชีวภาพที่ดำเนินการภายใต้หน้ากากของ การวิจัยอย่างสันติ

         ผมได้กล่าวถึงการจัดฉากอาชญากรรมของกองทหารอาสาสมัครดอนบาส (Donbass) และผู้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารพิเศษของรัสเซียแล้ว มีข้อเท็จจริงง่ายๆ ประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีความหมายมากเพียงใด โดยได้แสดงอยู่ในโศกนาฏกรรมในเมืองบูชาเพื่อให้โลกเห็นเมื่อต้นเดือนเมษายน 2565 (เราสงสัยว่าพวกแองโกล-แซกซอนมีส่วนในการจัดฉากการแสดงหรือไม่) ฝั่งตะวันตกและกรุงเคียฟยังไม่ได้ตอบคำถามพื้นฐานว่ามีการตั้งชื่อผู้เสียชีวิตหรือไม่ และผลการตรวจชันสูตรศพแสดงให้เห็นอย่างไร เช่นเดียวกับในกรณีของ ครอบครัว Skripals และนาย Alexey Navalny ที่อธิบายไว้ข้างต้น การผลิตโฆษณาชวนเชื่อได้ฉายรอบแรกในสื่อตะวันตก และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะกวาดทุกอย่างไว้ใต้พรม พูดจาโผงผาง เพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะพูด

         นี่คือแก่นแท้ของระบบการเมืองแบบตะวันตกที่เสื่อมโทรมเพื่อสร้างเรื่องปลอม ๆ ขึ้นมาและกระตุ้นกระแสราวกับว่ามันเป็นหายนะสากลเป็นเวลาสองสามวันในขณะเดียวกันก็ต้องการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ ในเรื่องที่ต้องการปกปิด หรือหากต้องมีการประเมินจากผู้คนทั่วไป และเมื่อข้อเท็จจริงใด ๆ ถูกทำลายลงไป พวกเขาจะถูกปล่อยไว้โดยอย่างที่ดีที่สุดคือการกล่าวถึงในหน้าสุดท้ายของข่าวในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็ก สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เกมที่ไม่เป็นอันตรายในสงครามสื่อ การผลิตสื่อดังกล่าวถูกใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการกระทำที่สำคัญ เช่น การลงโทษประเทศที่มีความผิดด้วยมาตรการคว่ำบาตร สร้างการรุกรานอย่างป่าเถื่อนต่อพวกเขาด้วยการสังหารพลเรือนหลายแสนคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิรักและลิเบีย หรือแม้แต่ในกรณีของยูเครนที่ใช้ประเทศยูเครนให้กลายเป็นความสิ้นเปลืองในการทำสงครามตัวแทนระหว่างตะวันตกกับรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้นนาโต (NATO) และระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง MLRS นั้น ได้ถูกกำกับโดยการดำเนินการของกองทัพยูเครนและกองพันชาตินิยมบนพื้นดินอยู่แล้ว

         ผมหวังว่าจะมีนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบในยุโรปที่ตระหนักถึงผลที่ตามมา โดยในเรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีใครในนาโต (NATO) หรือสหภาพยุโรปพยายามประณามผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน ชื่อพลเอก Ingo Gerhartz ผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งสูงกว่าเขาและกล่าวว่านาโต (NATO) จะต้องพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และปูติน อย่าพยายามแข่งขันกับเรา เขากล่าวเสริมว่า ความเงียบของยุโรปแสดงให้เห็นว่าเป็นการละเลยบทบาทของเยอรมนีในประวัติศาสตร์ไปโดยปริยาย

         หากเราพิจารณาเหตุการณ์ของวันนี้ผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ วิกฤตการณ์ในยูเครนทั้งหมดจะปรากฏเป็นเกมหมากรุกที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ที่ Zbigniew Brzezinski ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ตะวันตกจะประกาศขึ้นโดยการคำนึงถึงสิทธิและผลประโยชน์ของชาวรัสเซียในยูเครนหรือประเทศหลังโซเวียตอื่น ๆ หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตนั้นได้กลายเป็นเพียงข้ออ้าง แม้แต่ในช่วงต้นปี 2543 วอชิงตันและสหภาพยุโรปก็ได้เริ่มกดดันให้เคียฟตัดสินใจว่ายูเครนอยู่ฝ่ายไหน ตะวันตกหรือรัสเซีย?

         นับตั้งแต่ปี 2557 ชาติตะวันตกได้เข้ามาควบคุมและปฏิบัติจริง ระบอบการปกครองได้สร้างรูปแบบความกลัวต่อรัสเซียและได้นำไปสู่การสร้างอำนาจผ่านการทำรัฐประหาร การวางตัวนาย Vladimir Zelensky ไว้ฉากหน้าในการประชุมระหว่างประเทศที่มีความสำคัญใด ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพนี้ เขากล่าวสุนทรพจน์อย่างกระตือรือร้น แต่เมื่อจู่ๆ เขาก็เสนอบางสิ่งที่สมเหตุสมผล เขาก็ถูกตบที่ข้อมือ อย่างที่เกิดขึ้นหลังจากการพูดคุยรัสเซีย-ยูเครนรอบอิสตันบูล เมื่อปลายเดือนมีนาคม ดูเหมือนว่าแสงจะส่องประกายที่ปลายอุโมงค์ แต่เคียฟถูกบังคับให้ถอยหนี โดยใช้ฉากที่จัดฉากอย่างตรงไปตรงมาในบูชา โดยวอชิงตัน ลอนดอน และบรัสเซลส์เรียกร้องให้เคียฟยุติการเจรจากับรัสเซียจนกว่ายูเครนจะบรรลุความได้เปรียบทางการทหารอย่างเต็มที่ (อดีตนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษพยายามอย่างหนักเป็นพิเศษ และนักการเมืองตะวันตกอีกหลายคนก็ทำเช่นกัน แม้พวกเขายังคงดำรงตำแหน่งอยู่ แม้ว่าพวกเขาจะได้พิสูจน์แล้วว่าไร้ความสามารถก็ตาม)

         คำแถลงของหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปนายโจเซฟ บอร์เรลล์ (Josep Borrell) ได้กล่าวเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ว่าต้องชนะในสนามรบโดยยูเครนแสดงให้เห็นว่าการทูตได้สูญเสียคุณค่าไปในฐานะเครื่องมือในการแสดงการจัดฉากของสหภาพยุโรป

         ในความหมายที่กว้างกว่านั้นยุโรปซึ่งนำโดยวอชิงตันเป็นแนวรบในการต่อต้านรัสเซีย ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการคว่ำบาตรที่ไร้ความคิด ทำให้คลังอาวุธของตนว่างเปล่าเพื่อส่งอาวุธให้เคียฟ (โดยไม่แม้แต่จะขอรายงานว่าใครนำอาวุธไปใช้) และปล่อยให้กลายตลาดมืดเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ทางทหารของสหรัฐฯ โดยในภายหลังและอาวุธ LNG ของอเมริกาที่มีราคาแพง ประกอบกับการควบรวมกิจการโดยพฤตินัยระหว่างสหภาพยุโรปและนาโต ทำให้การพูดคุยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเอกราชในเชิงกลยุทธ์ของยุโรปไม่มีอะไรมากไปกว่าการแสดงฉากหนึ่ง ทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้วว่านโยบายต่างประเทศของกลุ่มตะวันตกคือการสร้างโรงละครขึ้นมาคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขากำลังค้นหาโรงละครแห่งใหม่ของการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง

องค์ประกอบหนึ่งของกลอุบายทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อรัสเซียคือการให้สถานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปตลอดไปแก่ยูเครนและมอลโดวา ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน ในขณะเดียวกัน แคมเปญประชาสัมพันธ์ได้ริเริ่มโดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งชุมชนการเมืองของยุโรป ซึ่งไม่มีผลประโยชน์ทางการเงินหรือทางเศรษฐกิจ แต่ต้องการการปฏิบัติตามมาตรการต่อต้านรัสเซียของสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่ หลักการเบื้องหลังไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง/หรือที่เรียกว่าใครไม่อยู่กับเรา ก็เป็นศัตรูกับเรา โดย นายEmmanuel Macron ได้อธิบายแก่นของชุมชนทางการเมืองดังกล่าวว่าสหภาพยุโรปจะเชิญทุกประเทศในยุโรปตั้งแต่จากไอซ์แลนด์ไปยังยูเครนเพื่อเข้าร่วมแต่ไม่ใช่รัสเซีย ผมอยากจะเน้นว่าเราไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วม แต่คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงสาระสำคัญของการดำเนินการในการเผชิญหน้าและสร้างความแตกแยกอย่างเห็นได้ชัด

         ประเทศยูเครน มอลโดวา และประเทศอื่น ๆ ที่สหภาพยุโรปที่ติดพันกันในวันนี้ ถูกกำหนดให้เป็นส่วนเสริมในเกมของประเทศตะวันตก สหรัฐอเมริกาในฐานะโปรดิวเซอร์หลัก ต้องการร้องเพลงทำนองนี้และคิดโครงเรื่องโดยอิงจากบทที่ยุโรปเขียนบทภาพยนตร์ในการต่อต้านรัสเซีย นักแสดงพร้อมแล้วและมีทักษะที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่งที่สตูดิโอชื่อ Kvartal 95 ของยูเครน พวกเขาจะพากย์เสียงสำหรับบทละครไม่เลวร้ายไปกว่า Greta Thunberg ที่ถูกลืมไปแล้ว และเล่นเครื่องดนตรีหากจำเป็น นักแสดงทำได้ดี: อย่าลืมว่าวลาดิมีร์ เซเลนสกี้น่าเชื่อถือแค่ไหนในบทบาทของเขาในฐานะพรรคประชาธิปไตยในเรื่อง Servant of the People ในการต่อสู้กับการทุจริตและการเลือกปฏิบัติต่อชาวรัสเซียและเพื่อสิ่งที่ถูกต้องโดยทั่วไป ผู้คนได้จดจำและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของเขาในฐานะประธานธิปดี มันเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการแสดงของ Stanislavsky ในการห้ามใช้ภาษารัสเซียในการศึกษา ในสื่อและวัฒนธรรม ถ้าคุณรู้สึกเหมือนว่าคุณเป็นคนรัสเซีย ให้ไปรัสเซียเพื่อเห็นแก่ลูกๆ และหลานๆ ของคุณ เป็นการให้คำปรึกษาที่ดีซึ่งเขาเรียกชาวดอนบาสว่าสายพันธุ์หนึ่งมากกว่าความเป็นคนและนี่คือสิ่งที่เขาพูดกับกองพันนาซีอาซอฟ พวกเขาต้องการให้เป็นอย่างที่พวกเขาต้องการ แม้แต่ CNN ก็ยังละอายที่จะทิ้งวลีนี้ไว้ในการสัมภาษณ์

         สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าบทสรุปของเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นอย่างไร? เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียเลือดและความทุกข์ทรมานไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นการแสดงนโยบายเหยียดหยามในการสร้างความเป็นจริงขึ้นมาใหม่และพยายามแทนที่หลักการทั้งหมดของกฎบัตรสหประชาชาติและบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมดด้วยคำสั่งตามกฎ ในความทะเยอทะยานที่จะขยายเวลาการปกครองที่ลดน้อยลงของพวกเขาในกิจการระดับโลก เกมที่ดำเนินการโดยตะวันตกใน OSCE หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ มีผลกระทบร้ายแรงที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ หลังจากผิดสัญญาอย่างรวดเร็วต่อผู้นำโซเวียตและรัสเซียเกี่ยวกับการไม่ขยาย เขตแดนของสมาชิก (NATO) ไปทางตะวันออก สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่รวมของความปลอดภัยและความร่วมมือในภูมิภาคยูโรแอตแลนติกร่วมกับสมาชิก OSCE ทั้งหมดในปี 2542 และ 2553 ภายใต้กรอบภาระผูกพันทางการเมืองเพื่อให้แน่ใจว่ามีการรักษาความปลอดภัยที่เท่าเทียมกันและแยกออกไม่ได้ซึ่งไม่มีประเทศใดจะเสริมสร้างความมั่นคงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีองค์กรใดที่จะอ้างสิทธิ์ในการครอบงำยุโรป ซึ่งในไม่ช้าก็เห็นได้ชัดว่าสมาชิกของนาโต (NATO) การไม่รักษาคำพูดเพื่อการบรรลุเป้าหมายของพวกเขาคืออำนาจสูงสุดของพันธมิตรแอตแลนติกเหนือ ถึงอย่างนั้น เราก็ยังคงพยายามทางการทูตต่อไป โดยเสนอให้กำหนดหลักการของการรักษาความปลอดภัยที่เท่าเทียมกันในข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เราเสนอเรื่องนี้หลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม2564 แต่ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด พวกเขาบอกเราโดยตรงว่าจะไม่มีการค้ำประกันทางกฎหมายนอกอาณาเขตนาโต (NATO) ซึ่งหมายความว่าการสนับสนุนทางการเมืองที่ได้รับอนุมัติในการประชุมสุดยอด OSCE กลับกลายเป็นของปลอมที่ไร้ราคา และตอนนี้นาโต (NATO) ที่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐอเมริกาได้ก้าวไปไกลกว่านั้น พวกเขาต้องการครอบครองทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนอกเหนือจากยูโรแอตแลนติก สมาชิกของนาโต (NATO) ไม่ได้พยายามที่จะปกปิดเป้าหมายของการคุกคามของพวกเขาและจีนได้ประกาศจุดยืนของตนอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความทะเยอทะยานแบบนีโอโคโลเนียลดังกล่าว ปักกิ่งตอบโต้ด้วยการอ้างถึงหลักการของการรักษาความปลอดภัยที่แบ่งแยกไม่ได้ โดยประกาศการสนับสนุนในหลักการดังกล่าวให้ไปใช้ในระดับโลกเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศใดอ้างสิทธิ์ในเอกสิทธิ์อันไร้ขอบเขตของตน แนวทางนี้สอดคล้องกับการวางตัวของรัสเซีย ซึ่งเราพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปกป้องมันร่วมกับพันธมิตรของเรา พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และประเทศอื่นๆ ที่มีความคิดคล้ายคลึงกัน

         กลุ่มตะวันตกควรกลับมายังโลกแห่งความจริงโดยออกจากโลกแห่งมายาของพวกเขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ไม่เป็นผลดี ถึงเวลาสำหรับการเล่นเกมที่ยุติธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศมากกว่าการโกงกัน ยิ่งทุกคนตระหนักเร็วขึ้นว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกระบวนการที่โลกแบบหลายขั้วถูกสร้างขึ้นตามการเคารพหลักการของความเท่าเทียมกันในอธิปไตยของรัฐ พื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติและระเบียบโลกร่วมกัน

         หากสมาชิกของพันธมิตรตะวันตกไม่สามารถดำเนินชีวิตตามหลักการนี้ หรือยังไม่พร้อมที่จะสร้างหลักการสากลอย่างแท้จริงซึ่งมีความปลอดภัยและความร่วมมือที่เท่าเทียมกัน พวกเขาควรปล่อยให้ทุกคนอยู่ตามลำพัง หยุดใช้การคุกคามและการหักหลังเพื่อชักชวนคนที่ต้องการอยู่อาศัยตามลำพังมาเข้าร่วมกับพวกเขา พวกเขาควรมีไหวพริบและยอมรับสิทธิ์ในเสรีภาพในการเลือกที่จะเคารพตนเองของประเทศอื่นๆ นี่คือเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างที่แท้จริง ไม่ใช่การเล่นละครบนเวทีการเมืองที่กำลังจะทรุดโทรมลงทุกวัน

สถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย

ประจำราชอาณาจักรไทย

สถานเอกอัครราชทูต

โทรศัพท์:
(+66 2) 234-98-24
(+66 2) 268-11-69
แฟกซ์:
(+66 2) 237-84-88
E-mail:

แผนกกงสุล

โทรศัพท์:
(+66 2) 234-20-12
แฟกซ์:
(+66 2) 268-11-66
E-mail:
ที่อยู่ของ:
78 Sap Road, Surawong, Bangrak, Bangkok, 10500