บทความพิเศษจาก ฯพณฯ คีริลล์ บาร์สกี้ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรีย หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและพันธมิตร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ซีเรียกับ "ความเสื่อมถอย" ของพลวัตการเมืองระหว่างประเทศ : บทความพิเศษเขียนโดยนาย คีริลล์ บาร์สกี้ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ในซีเรีย กรณีผลสืบเนื่องจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและพันธมิตร เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้เกียรติเผยแพร่ผ่านทางเดลินิวส์

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการรุกรานอธิปไตยของรัฐแห่งหนึ่งอย่างชัดเจน การกระทำดังกล่าวนำโดยสหรัฐ ร่วมด้วยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎบัตรของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวโดยพลการที่ปราศจากการเห็นชอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) สถาบันที่รัฐสมาชิกยูเอ็นให้เกียรติในฐานะเป็นผู้ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ “ในเบื้องต้น” ต่อการผดุงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กลับเป็นที่ปรากฏชัดว่าสมาชิกบางส่วนในองค์ประชุมของยูเอ็นเอสซีกลับร่วมกันละเมิดบรรทัดฐานและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการรุกรานทางทหารต่อซีเรียในครั้งนี้แสดงผลให้เป็นที่ประจักษ์แล้วในแง่ของกฎหมาย และต้องได้รับการประณามอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดจากประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้ามองว่าปฏิบัติการรุกรานอธิปไตยของซีเรียครั้งล่าสุดได้สะท้อนความเสื่อมเสียของระบบ ที่ไม่ใช่เฉพาะความเสื่อมถอยของกลไกการทูตระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ความตกต่ำของบรรดาผู้ก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายครั้งนี้ นั่นคือกลุ่มประเทศที่เรียกตัวเองเป็น “ผู้นำโลก” เป็นทั้งสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี และยังรวมตัวกันเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกในนาม “จี7” ได้ร่วมกันทำลายระเบียบปฏิบัติพื้นฐานของโลก!

เป้าหมายของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งนี้คือการทำลายซีเรีย ไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายในซีเรีย ประเทศที่แม้เสียหายราบเป็นหน้ากลองจากสงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อ แต่ยังคงแสดงความกล้าหาญด้วยการเป็นแนวหน้าของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายสากล จริงอยู่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด จะเป็น “คนดี” หรือ “คนเลว” ยังเป็นเรื่องที่ยากจะตัดสิน แต่แน่นอนที่สุดคือซีเรียเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ถูกรุกรานและก่อกวนโดยกลุ่มก่อการร้ายทั้งกลุ่มไอเอส และกลุ่มจาบัต อัล-นุสรา ตลอดระยะเวลานานกว่า 7 ปี แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาซีเรียได้รับความสนับสนุนจากรัสเซียและอิหร่าน ในการกวาดล้างกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้ และปฏิบัติการขับไล่กลุ่มก่อการร้ายให้ออกไปจากบ้านเมืองมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม สงครามกลางเมืองในซีเรียยังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและพันธมิตรเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา จะเป็นการต่อลมหายใจให้กับกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียที่กำลังระส่ำระสายอย่างหนัก ในการกลับมารวมตัวกันและก่อเหตุรุนแรงอีกครั้ง “หรือไม่?” แต่ปฏิบัติการดังกล่าวได้สร้างความเสื่อมถอยให้กับความร่วมมือของนานาประเทศในการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายในซีเรีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ชี้แจงด้วยความมั่นใจต่อชาวอเมริกันว่าปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งนี้คือ “การตอบโต้ต่อ “เหตุการณ์ต้องสงสัยใช้อาวุธเคมี” แต่…การไต่สวนและตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิดจากสมมติฐานที่ยังเป็นเพียง “ข้อสงสัย” เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้วหรือไม่ การตรวจสอบและตัดสินอย่างเป็นธรรม รวมถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนนั้นอยู่ที่ใด

สหรัฐและพันธมิตรอ้างการยิง “ขีปนาวุธอัจฉริยะ” รวมกันมากกว่า 100 ลูก ต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ 3 แห่งในซีเรีย รวมถึงเมืองดูมา ในเขตกูตาตะวันออก ที่อยู่ไม่ห่างจากกรุงดามัสกัส และเป็นบริเวณที่ตะวันตกอ้างว่ามีการใช้แก๊สคลอรีนเข่นฆ่าประชาชน แต่การโจมตีเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก่อนที่คณะทำงานพิเศษขององค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี ( โอพีซีดับเบิลยู ) จะเดินทางข้ามพรมแดนจากกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน เพื่อสำรวจพื้นที่ต้องสงสัยแห่งนี้ บางทีเป้าหมายที่แท้จริงของปฏิบัติการครั้งนี้ อาจเป็นเพื่อการสร้างความยุ่งยากให้กับภารกิจของโอพีซีดับเบิลยูหรือไม่ หรือเป็นเพียง “ละครน้ำเน่าเรื่องใหม่” ที่มีการจัดฉากสร้างเรื่องโดยกลุ่มหน่วยกู้ภัยซึ่งเรียกตัวเองว่า “หมวกกันน็อกสีขาว” ( The White Helmets ) แล้วนำมาเป็นข้ออ้างสำหรับการโจมตี

 

การเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นเวทีให้ทั้งนักการเมืองและนักการทูตพูดถึงการแทรกแซงและใช้กำลังข่มขู่ประเทศอื่นได้อย่างเปิดเผยราวกับ “เป็นเรื่องปกติ” นอกเหนือจากการดูหมิ่นกฎหมายระหว่างประเทศเสียเอง กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ลังเลและไม่ใส่ใจที่จะสร้างความเกลียดชังและความเป็นศัตรูให้กับพลเรือนในประเทศที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ทั้งนี้ ย้อนกลับไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย บทเรียนหนึ่งในวิชาประวัติศาสตร์สอนข้าพเจ้าเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของมหาอำนาจอาณานิคม พวกเขาจะส่งกองเรือปืนใหญ่เข้าประชิดชายฝั่งของดินแดนที่พวกเขาต้องการครอบครอง และผู้ปกครองดินแห่งนั้นจำเป็นต้องยอมจำนนจากคำข่มขู่และอิทธิพลของ “ผู้มาเยือน” ซึ่งอ้างการมีความเจริญและแข็งแกร่งกว่าในทุกด้าน

รูปแบบการข่มขู่ลักษณะดังกล่าวของบรรดาเจ้าอาณานิคมยังถือเป็น “ที่นิยม” เรื่อยมาอีกนานหลายศตวรรษ จนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในช่วงการปฏิวัติรัสเซีย เมื่อปี 2460 และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมในเรื่องนี้ไปทั่วโลก โดยมติหมายเลข 1514 ของสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2503 ที่เป็น “คำประกาศรับรองเอกราชให้แก่รัฐและพลเมืองซึ่งเคยอยู่ภายใต้การเป็นอาณานิคม” และสาระสำคัญของคำประกาศยังมีการประณามการล่าอาณานิคมว่าเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง เป็นการขัดแย้งกับกฎบัตรของสหประชาชาติ และยังเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือและกระบวนการสร้างสันติภาพโลกด้วย

แม้ซีเรียเคยเป็นดินแดนในอารักขาของสหราชอาณาจักร ระหว่างปี 2459 ถึง 2463 และเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ระหว่างปี 2463 ถึง 2489 แต่สิ่งที่ทั้งสองประเทศกระทำกับซีเรียบ่งชี้ว่ากลิ่นอายของลัทธิอาณานิคม “ยังเหลืออยู่” และเรื่องราวในอดีตไม่เคยถือเป็นบทเรียนควรค่าแก่การศึกษาสำหรับประเทศเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่งที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส สองประเทศเก่าแก่ซึ่งได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายในการมีนโยบายการทูตเป็นแบบแผนให้กับหลายประเทศ ยังคงร่วมมือกับการใช้กระบวนการที่ไม่เหมาะสมในทางการทูตอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว การข่มขู่คุกคามเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพ การขีดเส้นตาย การข่มขู่ การใช้วาจาก้าวร้าว การเนรเทศเจ้าหน้าที่การทูต การเผยแพร่ข่าวสารเท็จ และการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยและปราศจากหลักฐาน  ยุทธวิธีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การข่มขู่คุกคามกลายมาเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของกระบวนการทูตในยุคปัจจุบัน มากกว่าการประนีประนอมเสียแล้วหรือ

 

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวถึงปฏิบัติการโจมตีทางทหารของกลุ่มประเทศตะวันตกที่มีต่อซีเรียในครั้งนี้ว่า  “สหรัฐมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงต่อสงครามนองเลือดในยูโกสลาเวีย อิรัก และลิเบีย สุดท้ายเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งจนได้ แล้วประวัติศาสตร์จะบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นเอง”.

 

 

คีริลล์ บาร์สกี้
เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

 

 

https://www.dailynews.co.th/foreign/638453

 

สถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย

ประจำราชอาณาจักรไทย

ที่อยู่ของ:
78 Sap Road, Surawong, Bangrak, Bangkok, 10500
E-mail:
โทรศัพท์:
(+66 2) 234-98-24
(+66 2) 268-11-69
แฟกซ์:
(+66 2) 237-84-88