คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย

 

เอกอัครราชทูตรัสเซียนาย คีริลล์ บาร์สกี้ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวมติชนสุดสัปดาห์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของความสัมพันธ์ระหว่างไทย - รัสเซีย 

บทความตีพิมพ์ในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ 7 ฉบับ นับแต่ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม - 6 เมษายน ถึง ฉบับวันที่ 12 - 18 พฤษภาคม 2560  ผู้เขียน: ดร. ชนัดดา ชินะโยธิน (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.)


คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (1)

“สําหรับปีนี้ เป็นปีที่ไม่ธรรมดาและพิเศษมาก เพราะเป็นปีที่เราจะร่วมกันเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ครบรอบ 120 ปี ซึ่งจะเกิดกิจกรรมและโครงการใหม่ๆ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดำรงอยู่แล้วระหว่างประเทศของเรา ให้สนิทแน่นแฟ้น ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะถูกจารึกอยู่ในความทรงจำของประชาชนทั้งสองชาติต่อไปอีกตราบนานเท่านาน”

“ตามความเชื่อของโลกตะวันออก ปีนี้เป็นปีระกา อันเป็นปีแห่งความสุขสำหรับทุกครอบครัวทั่วโลก ไก่ตัวผู้นี้เป็นสัญลักษณ์ของครอบครัว ของความสัมพันธ์ที่ดี ขนบธรรมเนียมที่ดีของชีวิตครอบครัว ก็หวังว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเอกภาพ ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการดำรงอยู่อย่างมีความสุข”

“สำหรับผมและครอบครัว มีความสุขมากที่ได้มาอยู่ที่ประเทศไทย เพราะคนไทยใจดีและน่ารัก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เรามีความปรารถนาที่จะอยู่ในประเทศไทยให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้”

นั่นเป็นคำกล่าวของเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน นายคีริลล์ บาร์สกี้ (His Excellency Kirill Barsky) ซึ่งนอกจากเป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์สูงแล้ว ยังเป็นนักภาษาศาสตร์ นักเขียน นักประพันธ์ นักกวี นักดนตรี นักแต่งเพลง นักสะสมที่วางตะเกียบมากกว่า 400 ชิ้น สามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี

ด้านการศึกษา ได้รับปริญญาเกียรตินิยมจาก Moscow State University of International Relations เมื่อปี ค.ศ.1989 และปริญญาเอกสาขาวิชาประวัติศาสตร์จากประเทศจีนในเวลาต่อมา

หน้าที่การงาน เริ่มจากตำแหน่งในส่วนกลางของกระทรวงต่างประเทศ จากนั้นได้ไปประจำสถานทูตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย ณ สาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นผู้แทนถาวรสหพันธรัฐรัสเซียภายใต้องค์การสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก และได้เข้าศึกษาต่อจนได้รับปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ขณะที่อยู่ในจีน

มีประสบการณ์เป็นผู้อำนวยการกองอาเซียน 1 กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย, อัครราชทูตที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซียประจำสาธารณรัฐอินโดนีเซีย, รองอธิบดีกรมความร่วมมือเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย, ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซียในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ผู้ประสานงานประจำชาติสหพันธรัฐรัสเซียใน SCO เอกอัครราชทูตพิเศษของคณะผู้แทน และหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลในขั้นตอนการก่อตั้งกฎหมายพื้นฐาน SCO

เป็นผู้เขียนบทความจำนวนมากทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม นโยบายภายในและภายนอกของจีน รวมถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน-แปซิฟิกและประวัติศาสตร์ทางการทูตรัสเซีย

รวมทั้งเป็นนักประพันธ์บทโคลงกลอนและเรื่องสั้นหลายเล่ม

ล่าสุด ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย และเป็นผู้แทนถาวรสหพันธรัฐรัสเซียภายใต้คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก-เอสแคป (ESCAP) ที่กรุงเทพมหานคร ควบคู่กัน ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.2014

 ชีวิตครอบครัว เอกอัครราชทูตบาร์สกี้ สมรสแล้วกับนางโอลก้า บาร์สกายา (Mrs. Olga Barskaya) มีบุตรและธิดา สองคน

เอกอัครราชทูตผู้มีพรสวรรค์หลายด้านให้การต้อนรับผู้เขียนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ขณะพาชมสถานที่ จนกระทั่งมานั่งสนทนากัน ณ สวนอันร่มรื่น เงียบสงบ นานๆ ครั้งจะได้ยินเสียงนกร้องอยู่ไกลๆ ภายในอาณาบริเวณสถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย ย่านถนนสุรวงศ์

“ผมเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1964 ณ เมืองเรอูตอฟ ในเขตมอสโก เคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ.1985 สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเกียรตินิยมจาก Moscow State University of International Relations ในปี ค.ศ.1989 ด้วยเหตุที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์จีนและพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อเข้าร่วมงานในกระทรวงต่างประเทศ ภายในปีเดียวกันจึงถูกส่งไปประจำที่ประเทศจีน อันเป็นปีที่สหภาพโซเวียตได้วางแผนที่จะปรับความสัมพันธ์กับจีน”

เอกอัครราชทูตบาร์สกี้เล่าถึงความเป็นมาและความคิดเห็นในแต่ละช่วงชีวิตของการเป็นนักการทูตที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

“เมื่อ นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้นำสหภาพโซเวียตในขณะนั้นไปเยือนประเทศจีน ผมซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ที่นั่นและอยู่ในระหว่างการเขียนวิทยานิพนธ์ ได้รับโทรศัพท์จากกระทรวงต่างประเทศ ขอให้ไปร่วมทีมของล่ามที่มาพร้อมกับคณะผู้แทนของสหภาพโซเวียต”

“ล่ามแต่ละคนได้รับมอบหมายให้เป็นล่ามประจำตัวของผู้แทนทุกคนในคณะนี้ ซึ่งนอกเหนือจากประธานาธิบดีกอร์บาชอฟแล้ว ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์ กระทรวงต่างประเทศ และรัฐบาลโซเวียตทั้งนั้น”

“สำหรับชายหนุ่มวัย 25 ปีอย่างผม นับว่าเป็นเกียรติอย่างแท้จริงที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานกับคณะผู้แทนซึ่งนำโดยประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ หลังจากนั้น ผมจึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานทางด้านการทูตควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานเป็นล่าม”

“ในปี ค.ศ.1998 ได้ถูกส่งไปประจำที่นครนิวยอร์ก ต่อมาในปี ค.ศ.2001 จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกนโยบายต่างประเทศจีนที่กระทรวงต่างประเทศในกรุงมอสโก แต่ยังคงทำหน้าที่การแปลในการประชุมระดับสูง”

 “ผมเดินทางมากรุงเทพฯ พร้อมกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งมาร่วมในการประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (APEC) เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม ปี ค.ศ.2003 ในระหว่างการประชุม ผมนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างประธานาธิบดีปูติน และประธานาธิบดี หู จิ่น เทา (Hu Jintao) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำหน้าที่แปลและบันทึกการสนทนาระหว่างประมุขของรัฐทั้งสอง ผมปฏิบัติหน้าที่นี้มาโดยตลอดเป็นระยะเวลานานกว่าสิบปี”

“ประธานาธิบดีปูตินใช้เวลาสี่วันเพราะไม่เพียงแต่มาร่วมประชุมสุดยอดเอเปคที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นการมาเยือนประเทศไทยในแบบทวิภาคีด้วย”

“ภายหลังการประชุมดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ผมจึงได้มีเวลาว่างพอที่จะทำตัวให้คุ้นเคยกับประเทศไทย ด้วยการเดินเล่นไปตามท้องถนนตั้งแต่เช้าจนค่ำ ได้ไปชมพระบรมมหาราชวัง วัดโพธิ์ พิพิธภัณฑ์จิมทอมป์สัน และล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ”

“ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมเกิดความหลงใหลในกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับชาวรัสเซียอีกหลายคนที่ได้มาตกหลุมรักประเทศไทย แต่ตอนนั้นเป็นปี ค.ศ.2003 ไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่า ในวันหนึ่ง ผมจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ณ ประเทศที่สวยงามแห่งนี้”

คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (2)

 “ผมมาประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2003 ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (APEC) ที่กรุงเทพฯ และยังได้กลับมาอีกหลายครั้งขณะเป็นอัครราชทูตที่ปรึกษาของสถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ช่วงปี ค.ศ.2004 -2008”

“ระหว่างการเดินทางกลับบ้านในวันหยุดหรือไปปฏิบัติภารกิจยังภูมิภาคอื่น ผมมักจะถือโอกาสแวะพักที่กรุงเทพฯ ด้วย ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.2010 เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF)”

เอกอัครราชทูตรัสเซีย นายคีริลล์ บาร์สกี้ (His Excellency Kirill Barsky) เล่าถึงความเป็นมาและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย

“ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับประเทศไทยซึ่งมีวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้น ก็ยังต้องการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคนไทยและประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น”

“หลังจากหมดวาระหน้าที่ที่อินโดนีเซีย ผมได้รับมอบหมายให้เป็นรองผู้อำนวยการกรม ความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระทรวงต่างประเทศ สหพันธรัฐรัสเซีย ณ กรุงมอสโก”

“ต่อมาในปี ค.ศ.2011 ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียสำหรับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งเป็นองค์การระดับภูมิภาคที่สำคัญมาก ประกอบด้วย รัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน”

“ในที่สุด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดี ดิมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) แห่งสหพันธรัฐรัสเซียเป็นครั้งแรก และเมื่อ นายวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีก ผมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นครั้งที่สอง”

 “สถานเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซียที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วยนักการทูตและเจ้าหน้าที่ชาวรัสเซีย 50 คน มีคนไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถ คนสวน และแม่บ้านอีก 7 คน นอกจากนี้ เรายังมีผู้แทนทางการค้าที่แยกสำนักงานออกไปตั้งอีกแห่งหนึ่ง โดยทุกคนทำงานร่วมกันภายใต้การกำกับดูแลของเอกอัครราชทูต หากรวมสมาชิกในครอบครัวของนักการทูตรัสเซียซึ่งพำนักในประเทศไทยด้วย ก็จะมีจำนวนประมาณ 160-170 คน”

“นอกจากนี้ ยังมีชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สายการบินแห่งชาติรัสเซีย แอโรฟลอต (Aeroflot Russian Airlines) สายการบินของเอกชน ทรานแซโร (Transaero Airlines) บริษัทส่งออกยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลรัสเซีย รอสโซโบโรเนกซ์ปอร์ต (Rosoboronexport) และบริษัทนำเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพัทยา ภูเก็ต และสมุย”

“รวมทั้งผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวรัสเซียคือ Russia Today News Agency และ Itar-Tass เป็นต้น”

 พันธกิจของเอกอัครราชทูตสหพันธ์รัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

“ผมมาเมืองไทยโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนมาก เพื่อเชื่อมโยงให้ประเทศของเราทั้งสองได้มีความใกล้ชิดกันแม้จะอยู่ห่างไกลกันมากก็ตาม ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์หรือระบอบการเมืองการปกครองได้ แต่เราสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างประชาชนต่อประชาชน และนี่คือความท้าทายอันยิ่งใหญ่สำหรับนักการทูตทุกคน”

“ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานของการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการและความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างราชสำนักรัสเซียกับราชสำนักสยาม นับเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาความร่วมมือของทั้งสองประเทศนี้ตั้งแต่เริ่มต้น รัสเซียและไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาจนถึงปัจจุบันครบรอบ 120 ปี ในปีนี้ ซึ่งไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถรักษามิตรภาพที่มั่นคงและยืนยาวเช่นนี้ได้ อันเริ่มต้นจากผู้นำประเทศของเรา คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2”

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ของเราให้อยู่ในระดับที่เจริญงอกงามอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อันที่จริง ก็เป็นนโยบายของรัฐบาลและประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย ซึ่งให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเต็มที่ ด้วยการเริ่มต้นปฏิรูปเศรษฐกิจของเรา อันเป็นความพยายามในการปรับนโยบายเศรษฐกิจสู่ตะวันออกไกล”

“ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งกับอาเซียน”

“ผมมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน เพียงสี่เดือนหลังเกิดการรัฐประหารในประเทศไทย วันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.2014 รัฐบาลของเราได้วางบทบาทต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมองว่า เรื่องนี้เป็นกระบวนการภายในที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รัสเซียให้ความสนใจและให้ความเคารพในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่ารัสเซียเป็นประเทศประชาธิปไตยและสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่ทุกประเทศที่มีอธิปไตย ต้องแก้ไขปัญหาภายในด้วยตัวเอง และสำหรับประเทศไทย มีเพียงคนไทยเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสินใจอนาคตของตนเอง”

“แต่ในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่รัสเซียมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับไทย โดยพร้อมพัฒนาในทุกมิติ และทุกระดับ”

“และนั่นก็คือ ความแตกต่างจากนโยบายของประเทศอื่นๆ ที่มีต่อประเทศไทย เพราะรัสเซียไม่มีนโยบายเข้าแทรกแซงกิจการภายในของไทย จึงได้รับความชื่นชมจากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล ซึ่งรวมถึงคนไทยด้วย นี่คือสิ่งที่ผมได้ยิน และทุกฝ่ายได้กล่าวเหมือนกันว่า ขอขอบคุณรัสเซียสำหรับการสนับสนุนประเทศไทยในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก”

 “คําว่าเพื่อนจะสำคัญที่สุด ก็เมื่อเพื่อนมีปัญหา ต้องการแรงใจ แรงหนุนจากเพื่อน วันนี้นายกฯ รัสเซียและประเทศรัสเซียให้ความเป็นเพื่อนกับเรา จะรักษามิตรภาพเหล่านี้ให้ยั่งยืนมากที่สุด ขอบคุณทุกอย่างในความเข้าใจ” เป็นคำกล่าวต้อนรับของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เมื่อครั้งที่ นายดิมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซีย เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.2015

เอกอัครราชทูตบาร์สกี้ กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า

“ผมปลื้มใจและดีใจที่ประเทศของเรามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นตอนนี้ หรือเมื่อ 120 ปีก่อน ครั้งที่สยามกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ล่อแหลมต่อเอกราชของชาติอย่างยิ่ง มิตรภาพระหว่างไทยกับรัสเซียนั้น เหมือนไทยมีเพื่อนแท้ที่ยืนอยู่เคียงข้าง คอยช่วยเหลือในยามยาก เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับประเทศตะวันตกที่เข้ามาแสวงหาอาณานิคมในแถบสุวรรณภูมิแห่งนี้ ในขณะที่ประเทศรายรอบต่างก็ตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติโดยทั่วกัน”

“ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นับเป็นมรดกตกทอดของเรา จึงควรเห็นคุณค่าร่วมกันและจดจำรำลึกไว้เสมอ เวลานี้ ประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถรับมือกับปัญหาได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก จึงนับว่าผมโชคดีมากที่ได้มารับตำแหน่งในเวลาที่เหมาะสม เพราะตรงกับความประสงค์ของรัฐบาลไทยปัจจุบัน ซึ่งต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่เป็นมิตรต่อประเทศรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน”

 คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (3)

ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของชีวิต ของประเทศชาติ และมนุษยชาติ เราจึงต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อการเข้าใจสังคมในอดีต ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด แล้วนำมาเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมปัจจุบัน

“อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตที่สั้นกว่าหลายประเทศในยุโรป แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ โดยสิ้นเชิง เพราะต้นสายปลายเหตุแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ในระดับรัฐ เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างพระมหากษัตริย์ของทั้งสองประเทศคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย”

เอกอัครราชทูตรัสเซียนาย คีริลล์ บาร์สกี้ (His Excellency Kirill Barsky) กล่าวถึงความสัมพันธ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

 จุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสยามและรัสเซีย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1863 เมื่อเรือรบรัสเซียสองลำ ชื่อ “กายดามัก” (Gaydamak) และ “โนวิก” (Novik) ได้ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจอดเทียบ ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ ในโอกาสที่มาสำรวจดินแดนในภูมิภาคนี้

ผู้บัญชาการเรือนำโดย พลเรือเอกอเล็กเซ เปสชูรอฟ (Admiral Alexi Petchurov)ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากฝ่ายไทย ทั้งยังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ให้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รัสเซียได้ส่งคณะนายทหารเรือเข้ามากระชับความสัมพันธ์อีกสองครั้ง ครั้งแรกในปี ค.ศ.1873 และครั้งที่สองในปี ค.ศ.1882

ครั้งนี้นำโดย พลเรือตรีอา.แว. อัสลัมเบคอฟ (Rear Admiral A.B. Aslambekov) ซึ่งได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและร่วมเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปีด้วย

ปี ค.ศ.1888 นักดนตรีและคีตกวีชาวรัสเซียคือ นายปโยตร์ ซูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) แต่งทำนองเพลงขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงปี ค.ศ.1932 เพลงนี้จึงได้กลายมาเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีแห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Tsar Nicholas II) เมื่อครั้งทรงเป็นมกุฎราชกุมาร

นิโคลัส ได้เสด็จเยือนและพำนัก ณ กรุงสยาม ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม ค.ศ.1891โดยเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะเสด็จวางศิลาฤกษ์ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway : Transsib) ณ เมืองวลาดิวอสต็อก (Vladivostok) ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดในโลกจากทวีปยุโรปผ่านเอเชียและสิ้นสุดที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

การต้อนรับมกุฎราชกุมารนิโคลัสเป็นไปอย่างอลังการ ณ พระบรมมหาราชวัง ด้วยขบวนปิกนิกทางเรืออันยิ่งใหญ่ มีพระราชพิธีคล้องช้างป่าถึง 300 เชือกที่สมบูรณ์แบบที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เพนียด ณ พระราชวังบางปะอิน

นับเป็นการคล้องช้างครั้งสุดท้ายในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างสองราชวงศ์

เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1891 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนรัสเซีย ทรงได้รับพระราชทานพระวโรกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Emperor Alexander III)

และได้ถวายจดหมายพระราชไมตรีจากพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมา วันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1896 พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเยือนรัสเซียเพื่อร่วมฉลองในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (จักรพรรดินิโคลัสที่ 2) ในฐานะพระราชอาคันตุกะ

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นพระราชอาคันตุกะของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ณ ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 3-10 กรกฎาคม ค.ศ.1897 แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกันจะเริ่มต้นมานานแล้ว แต่ได้ถือเอาวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1897 เป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย อย่างเป็นทางการเพราะเป็นวันที่พระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้เสด็จเข้าสู่แผ่นดินรัสเซียอย่างแท้จริง

สมเด็จพระพันปีหลวงของรัสเซีย (พระราชมารดาของพระเจ้าซาร์) ทรงรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชบุตร (ตามพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)

ด้านที่สำคัญประการหนึ่งของการผนึกความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ ได้แก่ การจัดการศึกษาของชนชั้นสูงของสยามในรัสเซีย โดยสมาชิกราชวงศ์และข้าราชการไทยได้เดินทางไปเยือนรัสเซีย พร้อมทั้งส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโก

โดยเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เป็นคนไทยพระองค์แรกและเป็นพระราชโอรสองค์เดียวของพระมหากษัตริย์ไทยที่เสด็จไปศึกษาในประเทศรัสเซียเมื่อปี ค.ศ.1898 ที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps des Pages) และศึกษาต่อที่โรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการ (General Staff Academy)

ต่อมา ทรงเข้ารับราชการทหารในกองทัพบกรัสเซีย โดยประทับที่พระราชวังฤดูหนาวในฐานะพระโอรสบุญธรรมของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซึ่งได้พระราชทานพระเกียรติแต่งตั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถให้เป็นราชองครักษ์พิเศษประจำพระองค์ด้วย

ในปี ค.ศ.1906 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถได้อภิเษกสมรสกับสตรีรัสเซียนามว่า อีคาเทอรีนา “แคทยา” เดนิสกายา (Ekaterina “Katya” Desnitskaya)

ทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนเสนาธิการ รวมทั้งวางรากฐานการบินในเมืองไทย จึงได้รับพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งกองทัพอากาศไทย”

 รัสเซียได้แต่งตั้ง นายเล็กซานเดอร์ โอลารอฟสกี (Mr. Alexander Olarovsky) เป็นอุปทูตและกงสุลใหญ่ของรัสเซียประจำราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ.1897 โดยเปิดสถานกงสุลรัสเซียในกรุงเทพฯ วันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1898 และดำเนินการเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.1917

นายโอลารอฟสกี ได้เสนอรายงานกลับไปที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ความว่า สถานทูตรัสเซียได้รับหนึ่งในผืนที่ดินที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ สำหรับเป็นที่ตั้งของสถานทูตเพราะไม่มีสถานทูตของประเทศใดเลยที่จะได้รับโอกาสตั้งอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังเหมือนของรัสเซีย

นอกจากนั้น ราชกรีฑาสโมสร (Royal Bangkok Sports Club) ก็ได้รับการริเริ่มจัดตั้งโดยนายโอลารอฟสกี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานของราชกรีฑาสโมสรถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยชื่อของกงสุลผู้นี้ได้ถูกจารึกลงบนแผ่นหินแกรนิต บริเวณใกล้กับทางเข้าของสโมสรด้วย

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1897 รัฐบาลสยามได้แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตร ซึ่งเป็นอัครราชทูตประจำกรุงปารีส ให้เป็นผู้มีอำนาจรับผิดชอบครอบคลุมถึงรัสเซีย

ต่อมาปี ค.ศ.1899 พระยามหิบาลบริรักษ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตคนแรก ที่มีถิ่นพำนักประจำกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับเป็นความสัมพันธ์พิเศษที่มีราชวงศ์เป็นศูนย์กลาง ได้ดำเนินจนถึงปี ค.ศ.1917 เมื่อรัสเซียเกิดการปฏิวัติ และสถาปนาสหภาพโซเวียตขึ้น ไทยจึงได้ถอนการมีผู้แทนทางการทูตที่ดูแลรัสเซีย และยุติความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันลงชั่วคราว

แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยความระมัดระวัง จัดได้ว่ามีลักษณะ “แม้จะไม่เป็นพันธมิตรกัน แต่ก็ไม่เคยเผชิญหน้ากัน”

เมื่อประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยภายหลังการปฏิวัติเมื่อปี ค.ศ.1932 ไทยเลือกสหภาพโซเวียตเป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตก

โดยริเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 และประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1941

ไทยจึงเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพโซเวียต

และมีการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางการทูตในปี ค.ศ.1947

แต่ความสัมพันธ์อยู่ในภาวะหยุดนิ่งในระหว่างสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายามรักษาช่องทางการติดต่อทางการทูตระหว่างกันไว้

 การเดินทางไปเยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 21-27 มีนาคม ค.ศ.1979 เป็นการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาลครั้งแรกของไทย นับตั้งแต่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ก่อให้เกิดการสร้างมิตรภาพไทย-รัสเซียอีกครั้งด้วยการจัดตั้งสมาคมมิตรภาพไทย-รัสเซีย (Soviet-Thai Friendship Society) และเมื่อการเมืองโลกมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ความสัมพันธ์ทวิภาคีจึงค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น

จวบจนสมัยของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่ได้ไปเยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16-22 พฤษภาคม ค.ศ.1988 เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีในมิติต่างๆ อย่างทั่วด้าน และนำมาซึ่งการเสด็จเยือนของราชวงศ์ไทย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จเยือนสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-21 พฤษภาคม ค.ศ.1989 และตามด้วยการเสด็จเยือนของเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสรานครินทร์ในปีเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี นิโคลาย รีซคอฟ (Nikolai Ryzhkov) แห่งสหภาพโซเวียต มาเยือนไทย ถือเป็นการเยือนครั้งแรกในระดับหัวหน้ารัฐบาล ระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1990

 เมื่อสหภาพโซเวียตได้สลายตัวลงในปี ค.ศ.1991 ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่รับรองเอกราชของสหพันธรัฐรัสเซียและยอมรับสถานะทางกฎหมายแห่งรัฐของรัสเซีย ในฐานะประเทศผู้สืบสิทธิ์อำนาจและพันธกรณีของสหภาพโซเวียต โดยไทยยืนยันความตั้งใจในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีร่วมกัน เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

การเสด็จเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 13-24 มีนาคม ค.ศ.1993 ได้ทรงบันทึกเรื่องราวในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “รอยยิ้มหมีขาว” และมีรับสั่งให้แปลจดหมายเหตุ (จากภาษารัสเซียโบราณเป็นภาษาไทย พร้อมตรวจสอบความถูกต้อง) จากหอจดหมายเหตุของรัสเซียซึ่งเก็บรวบรวมเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการติดต่อทางการทูต ระหว่างอุปทูตรัสเซียประจำสยามคนแรก และกระทรวงต่างประเทศรัสเซียในรัชสมัยของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2

ซึ่งผลจากการแปลเอกสารได้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและความจริงใจของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ต่อราชอาณาจักรสยามและชาวสยาม

 ความสัมพันธ์ไทยกับรัสเซียได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ คือ การเยือนไทยของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ.2003

นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่พระประมุขและประมุขทั้งสองประเทศได้พบกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ได้ทรงพบกันที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นเวลากว่า 105 ปีล่วงมาแล้ว

ต่อมา วันที่ 2-11 กรกฎาคม ค.ศ.2007 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จเยือนสหพันธรัฐรัสเซียในฐานะผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีปูติน เพื่อทรงร่วมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 110 ปี

และล่าสุด นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน ค.ศ.2015

 การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำประเทศ นับเป็นการจุดพลังความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้าในทุกด้านและทุกมิติของความสัมพันธ์โดยไม่มีข้อจำกัด บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ดังที่ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงระดับความสัมพันธ์ของไทยกับรัสเซียภายหลังการเยือนเมื่อปี ค.ศ.2003 ว่า

“รัสเซียพึงพอใจที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้พัฒนาไปอย่างมีพลวัตยิ่ง โดยเฉพาะด้านการเมือง และเศรษฐกิจ-การค้า ในขณะที่ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และการศึกษาก็มีอนาคตที่สดใส”

คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (4)

ในระหว่างสงครามเย็น ไทยกับรัสเซียซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต มีความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน และขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย ได้กลับสู่ภาวะปกติ และไม่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ความบาดหมางระหว่างกัน

ไทยต้องการเห็นรัสเซียเข้ามาแสดงบทบาททางการเมืองที่สร้างสรรค์ในเวทีการเมืองของอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

รวมทั้งพร้อมที่จะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาข้ามชาติต่างๆ อาทิ ปัญหาการลักลอบค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการต่อต้านการก่อการร้าย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไทยกับรัสเซียได้มีความพยายามในการร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัตยิ่งขึ้นตามลำดับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่เป็นไปในรูปแบบของ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” อันนำมาซึ่งการกระชับความสัมพันธ์ โดยมีกลไกความสัมพันธ์ทวิภาคีด้านการเมืองเป็นเครื่องผลักดันและนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือในสาขาอื่นๆ ที่ลึกและรอบด้านมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับไทยถึงจุดที่แข็งแกร่งที่สุด โดยครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว และในปีนี้เราก็จะได้เห็นบริบทระหว่างประชาชนเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 120 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-รัสเซีย”

เอกอัครราชทูตรัสเซีย นายคีริลล์ บาร์สกี้ กล่าวถึงความสัมพันธ์กับประเทศไทยในปัจจุบัน บทบาททางการทูตและความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ

“รัฐบาลทั้งฝ่ายไทยและรัสเซียได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความร่วมมือทางด้านการลงทุนอย่างมาก ไม่เพียงแต่ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ยังรวมถึงระดับสังคมทางธุรกิจระหว่างสองประเทศด้วย ข้อตกลงที่สำคัญระหว่างรัฐบาลและระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้มีการลงนามกัน ยกตัวอย่างในระหว่างการมาเยือนประเทศไทยของนายกรัฐมนตรี ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) แห่งรัสเซียเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2015”

“มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย, การวางแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับแผนการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับรัสเซียในปี ค.ศ.2015-2017, บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมสหพันธรัฐรัสเซีย, บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติด ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ของไทย กับสำนักงานกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติดแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และบันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยกับกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย นอกจากนี้แล้วยังมีการลงนามความตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนรัสเซียอีก 5 ฉบับ”

ในภาพรวมนั้น รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) และอันดับที่ 24 ของไทยในตลาดโลก

ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ในอาเซียนของรัสเซีย (รองจากเวียดนาม) และอันดับที่ 35 ของโลก

โดยระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2009-2013) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าเฉลี่ย 4,329 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และในปี ค.ศ.2014 (ม.ค.-พ.ย.) การค้าระหว่างไทย-รัสเซีย มีมูลค่า 4,662 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 9

“ผมคิดว่าเรามีความก้าวหน้าในหลายๆ เรื่องที่เป็นความสำเร็จและผมมีความภาคภูมิใจมาก โดยตอนนี้จะขอนำมาเล่าเพียงสองเรื่องก่อน”

“เรื่องแรก คือการพบปะกันระหว่างผู้นำ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ที่เมืองโซชิ (Sochi) ตอนใต้ของประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม ค.ศ.2016 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซีย นี่คือจุดเริ่มต้นของการเจรจาทางการเมืองรอบใหม่ระหว่างสองผู้นำ ผลของการประชุมครั้งนี้ คือการตัดสินใจที่จะสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันในอนาคต แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เรายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำกันมากมายหลายอย่าง”

“เรื่องต่อมาที่ผมเชื่อว่าเราได้ประสบความสำเร็จ เพราะคนไทยได้หันมาให้ความสนใจประเทศรัสเซียโดยเริ่มที่จะมีการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับรัสเซียมากขึ้น อันเป็นผลจากการไปเยือนรัสเซียของนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยและการมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีแห่งรัสเซีย ดังนั้น จึงมีหลายคน หลายหน่วยงานในประเทศไทยเริ่มต้นที่จะพูดถึงรัสเซีย ตลอดจนการไปดูงานในโครงการและการลงทุนต่างๆ ของรัสเซีย ส่วนผมก็ได้รับคำถามมากมายเกี่ยวกับวิธีการและธุรกิจที่ควรเข้าไปลงทุนในรัสเซีย”

จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งประเทศไทย ในปี ค.ศ.2016 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมากกว่าหนึ่งล้านแปดหมื่นเก้าพันคน (1,089,000) ได้เดินทางมายังประเทศไทย เพิ่มมากขึ้นเป็น 23.3% ซึ่งมากกว่าในปี ค.ศ.2015

สถิตินี้ได้แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ตั้งใจที่จะเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่สำหรับพักผ่อน และเป็นจุดหมายในการเดินทาง

“ผมทราบมาว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นยังมีปัญหา เพราะคนต่างชาติอาจยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย แต่ตรงกันข้ามกับคนรัสเซียที่พากันเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยกันเป็นจำนวนมากทีเดียว ผมมีโอกาสได้เดินทางไปพบบริษัทนำเที่ยวซึ่งดำเนินกิจการโดยคนรัสเซียทั้งในพัทยา ภูเก็ต และสมุย ต่างก็เล่าว่า จำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ไปที่นั่นมีมากที่สุด คือสูงเป็นอันดับหนึ่ง นี่คือโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพราะคนรัสเซียไม่ได้เป็นแต่เพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังได้มาสร้างงานในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำธุรกิจกับคนรัสเซียด้วย นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับประเทศรัสเซีย สามารถไปศึกษาหาความรู้ตามหลักสูตรต่างๆ ในมหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่ง”

“ตอนแรก ผมก็ไม่ทราบเหตุผลที่คนไทยมักชอบนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ทั้งที่พวกเขาอาจจะส่งเสียงดังบ้าง คำตอบคือ คนรัสเซียมีความเป็นมิตรเหมือนคนไทย จึงได้รับการต้อนรับจากคนท้องถิ่น ร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมทั่วไป ซึ่งต่างกล่าวกันว่า คนรัสเซียเป็นนักท่องเที่ยวที่มีรสนิยมดี และยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกกับการบริการที่สะดวกสบายและมีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะไม่มีความขัดแย้งกับคนท้องถิ่นแล้ว คนรัสเซียยังรักประเทศไทยด้วย”

“ที่สำคัญ ทั้งคนรัสเซียและคนไทยต่างมีความชื่นชมในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของกันและกัน ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถชักชวนคนไทยให้ไปเยือนรัสเซียได้มากขึ้น”

“ระหว่างไทยกับรัสเซียยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป และอีกหลายเรื่องที่ยังคงอยู่ในโครงการ นี่คือการเริ่มต้น แม้หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เป็นหนทางเดียวในการพัฒนาความสัมพันธ์ของเราให้ขึ้นสู่ระดับสูงสุด โดยมิอาจจะย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีก มีแต่จะต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น”

คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (5)

“ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของเอเชีย เมื่อเราพูดเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชีย จุดสนใจก็จะไปอยู่ที่อาเซียน ซึ่งเป็นประชาคมที่กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก่อให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจใหม่ และเป็นเครือข่ายทางการเงินและฐานเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งรัสเซียและองค์กรทางเศรษฐกิจที่เราเป็นสมาชิก สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย รัสเซียจึงมีนโยบายระยะยาวที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญกับประเทศในเอเชียแปซิฟิก”

เป็นคำกล่าวของเอกอัครราชทูตรัสเซีย นายคีริลล์ บาร์สกี้ (His Excellency Kirill Barsky) ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน

“สําหรับรัสเซีย อาเซียนเป็นพันธมิตรที่สำคัญมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน เราเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเวียดนาม เป็นเพื่อนเก่าแก่กับลาวและกัมพูชา และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และพม่า ซึ่งแน่นอนที่สุด รัสเซียต้องการเป็นทั้งพันธมิตรและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับทุกประเทศในอาเซียน”

รัสเซียหันกลับมามุ่งเน้นทางเอเชียมากยิ่งขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ “U-turn to the East”

“เราเริ่มต้นความร่วมมือกับอาเซียนตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ดังนั้น ปี ค.ศ.2016 จึงเป็นปีที่มีความเป็นพิเศษเพราะครบรอบ 20 ปีแห่งความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย”

“ดังนั้น ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน จึงได้เชิญผู้นำอาเซียนทั้งหมดเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดระหว่างรัสเซียกับอาเซียน (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ที่เมืองตากอากาศโซชิ (Sochi) ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม ค.ศ.2016 โดยยกระดับการเป็นพันธมิตรของอาเซียน-รัสเซีย ขึ้นสู่ระดับเดียวกับอาเซียน-จีน และอาเซียน-สหรัฐอเมริกา”

ต่อมาในวันที่ 26 สิงหาคม ปีเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้จัดแสดงผลงานศิลปะของทุกประเทศในงาน “สีสันแห่งอาเซียน” (All colour of Asia) ที่กรุงมอสโก

ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อให้วัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองภูมิภาค และเป็นการต่อยอดสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยูเรเซีย

ทั้งนี้ อาเซียนซึ่งมุ่งเน้นความร่วมมือภายนอก ได้มีความสัมพันธ์กับประเทศคู่เจรจา 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย แคนาดา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี รัสเซีย สหรัฐ สหภาพยุโรป และกับสหประชาชาติ เพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในภูมิภาคที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน

“เราต้องทำงานหนักกันต่อไป เพราะการค้าระหว่างอาเซียน-รัสเซีย ยังมีปริมาณไม่มากนัก ในปี ค.ศ.2014 การลงทุนมีเพียง 22 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่น้อย แต่ก็ไม่มาก เราจึงจำเป็นต้องทำงานให้มากขึ้น โดยให้ความร่วมมือในด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ การต่อต้านการก่อการร้าย การท่องเที่ยว ซึ่งในอนาคตเราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย-อาเซียน (EEU-ASEAN)”

“ดังนั้น เราจึงควรมารวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่เรียกว่ายูเรเซีย เพราะเราทั้งหมดในยูเรเซียเป็นพี่น้องกัน มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความร่วมมือกันทางการเมืองและเศรษฐกิจ”

สมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ระยะแรกประกอบด้วยสามประเทศ คือ รัสเซีย คาซัคสถาน และเบลารุส อันเป็นการรวมกลุ่มในลักษณะสหภาพศุลกากร (Customs Union)

ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ.2014 ผู้นำทั้งสามประเทศได้ลงนามพัฒนาสหภาพศุลกากรไปเป็นสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.2015

ต่อมา อาร์เมเนียและคีร์กิสถานได้ลงนามเข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยยังมีอีกหลายประเทศที่แสดงความจำนงที่จะเข้าร่วม ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียประกอบด้วยประชากร 188 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวม 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

มาถึงกรณีความขัดแย้งในยูเครนกลายเป็นความขัดแย้งระดับนานาชาติที่ทั่วโลกจับตามอง

“ถือเป็นความโชคร้ายมาก เมื่อประธานาธิบดีที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศยูเครนได้ถูกโค่นล้มไปโดยกลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเมื่อสามปีที่ผ่านมา อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย”

“เราทุกคนต่างล้วนมีปัญหา แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะบีบผู้นำที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศออกจากตำแหน่ง โดยใช้วิธีการให้ประชาชนออกมาประท้วงเพื่อแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นความประสงค์ของประชาชน รัฐบาลใหม่ได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มคนที่มีหัวรุนแรงที่สุดของสังคมยูเครน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ได้พูดอย่างเปิดเผยว่า ไม่เป็นไร เราจะดำเนินการในเรื่องภาษารัสเซีย โดยจะไม่อนุญาตให้ประชาชนยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย ได้พูดภาษารัสเซียอีกต่อไป เราจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของยูเครน และรื้อถอนอนุสาวรีย์ทั้งหมดของกองทัพแดง และเราจะตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับสหพันธรัฐรัสเซียด้วย”

“ยูเครนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ เคยรวมอยู่ในอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าจักรวรรดิรัสเซียนานถึง 300 ปี และเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียตอีก 70 ปี ประชากรส่วนใหญ่มีชาติพันธุ์รัสเซียที่สืบทอดต่อกันมา หรือเป็นเด็กที่เกิดจากครอบครัวผสม และพูดภาษารัสเซีย คนเหล่านี้ได้มารวมกันเป็นหนึ่งครอบครัวใหญ่ที่เรียกว่าจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งต่อมาคือ สหภาพโซเวียต”

“ประชาชนชาวยูเครนเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของตนเอง รัสเซียจำเป็นต้องเคารพความต้องการของประชาชน” เอกอัครราชทูต คีริลล์ บาร์สกี้ กล่าว

“ประชาชนชาวยูเครนส่วนหนึ่งกล่าวว่า ไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ เนื่องจากในด้านหนึ่งชาวดอนบัสส์ (Donbass) ต้องการอยู่ในยูเครน ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ต้องการรัฐบาลซึ่งรับรู้สิทธิของประชาชน และให้ความเคารพในอำนาจของประชาชน แต่หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของยูเครนได้ส่งกำลังรบแบบกองโจรไปลงโทษประชาชนที่พูดภาษารัสเซีย ในแถบตะวันออกของยูเครนและแหลมไครเมีย นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น”

ภาคตะวันออกของยูเครนมีสองภูมิภาคใหญ่ คือ มณฑลโดเนตสก์ (Donetsk) และ ลูฮันสก์ (Luhansk) มักเรียกรวมกันว่า ดอนบัสส์ (Donbass)

สํานักข่าวโกลบอลโพสต์ได้กล่าวถึงสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียว่า เป็นดินแดนที่มีส่วนผูกโยงกับรัสเซียในเชิงประวัติศาสตร์และการเมือง ทางด้านประชากรศาสตร์ ไครเมียมีประชากรอยู่ราว 2 ล้านคน ร้อยละ 58 เป็นผู้มีเชื้อสายรัสเซียซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของพื้นที่ ร้อยละ 24 เป็นผู้มีเชื้อสายยูเครนอาศัยอยู่ทางตอนเหนือ และร้อยละ 12 เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายตาตาร์ (Tatars) อยู่ในแถบตอนกลาง

แล้วเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ไครเมีย ที่กลายเป็นปัญหาระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก

“ชาวไครเมียส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซีย ได้มีการลงประชามติว่าด้วยสถานภาพของไครเมีย เพื่อฟังเสียงของประชาชนว่าต้องการอย่างไร ผลการลงประชามติได้แสดงว่า พวกเขาต้องการที่จะแยกตัวออกจากยูเครน ต่อมา ได้มีการลงประชามติอีกครั้ง และผลคือ ประชาชนเกือบ 100% ต้องการเข้าร่วมกับรัสเซีย ขณะที่กลุ่มประเทศตะวันตกไม่รับรองผล แม้ว่าจะถูกต้องตามกฎหมาย”

นอกจากนี้ รัฐบาลยูเครนยังขู่ที่จะลงโทษนักการเมืองท้องถิ่นในไครเมีย ที่เรียกร้องให้มีการทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดนออกจากยูเครนไปรวมกับรัสเซีย

โดยกล่าวหาว่า บุคคลเหล่านี้เป็นแกนนำในการขบวนการแบ่งแยกดินแดน ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ประกาศว่าประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการลงประชามติในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของยูเครน อีกทั้งยังเป็นการจัดขึ้นท่ามกลางแรงบีบของกำลังทหารที่มาจากรัสเซียอีกด้วย

“ผมขอย้ำว่า ไม่มีทหารของรัสเซียในยูเครน ปัญหาของยูเครนไม่ได้เป็นเพราะรัสเซียเข้าไปรุกรานยูเครน แต่ปัญหาของยูเครนเป็นความขัดแย้งภายใน เป็นสงครามกลางเมือง ยูเครนจำเป็นต้องหาวิธีการร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราพร้อมที่จะช่วย แต่ประชาชนในไครเมียต้องการที่จะเข้าร่วมกับเรา ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถพูดได้คือ เชิญเข้ามาเลย ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตามกฎระเบียบของรัสเซีย เพราะเราทำทุกอย่างตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้”

เอกอัครราชทูตบาร์สกี้ แห่งรัสเซีย สรุปสั้นๆ ว่า

“ชาวไครเมียต้องการที่จะแยกตัวออกจากยูเครน แล้วมีเหตุผลใดที่สหรัฐและสหภาพยุโรปใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย กรณีนี้ เป็นกระบวนการลงประชามติของประชาชนชาวไครเมีย อันเป็นสิ่งที่ชอบธรรม วันนี้ การผนวกไครเมียสิ้นสุดเบ็ดเสร็จแล้ว จะไม่มีการถอยหลังอีก เพราะความเป็นจริงคือ รัสเซียและไครเมียจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (จบ)

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เมื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัสเซียเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน โดยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกโครงการในโอกาสที่ไทยและรัสเซียจะร่วมกันเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 120 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปีนี้”

“เราจะมีกิจกรรมและโครงการที่นำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ ผมจึงมั่นใจว่า ด้วยการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี จะทำให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีที่สุด”

เอกอัครราชทูตรัสเซีย นายคีริลล์ บาร์สกี้ เล่าถึงการเตรียมแผนการจัดงาน

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับรัสเซียครบรอบ 120 ปี ตรงกับวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.2017 เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสจักรวรรดิรัสเซีย เมื่อวันที่ 3-11 กรกฎาคม ค.ศ.1897

ซึ่งการเสด็จประพาสครั้งนั้นยังชี้ให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดงานเฉลิมฉลองยังจะเป็นเครื่องกระตุ้นให้ทั้งฝ่ายไทยและรัสเซียเพิ่มพูนความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างกัน

โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า ซึ่งเป็นกระแสหลักของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียในปัจจุบัน

“ผมขอขอบคุณรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองให้ครอบคลุมในทุกมิติที่สำคัญ สำหรับฝ่ายเราได้เริ่มเตรียมความพร้อมมานานแล้ว โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการนำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมของรัสเซีย ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองฝ่าย จะได้มาร่วมกันดำเนินงานต่อไป”

“ผมทราบมาว่า ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมนี้ ฝ่ายไทยนำโดย นางบุษยา มาทแล็ง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมการจัดงานที่กรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และในประเทศรัสเซียที่กรุงมอสโกและเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในช่วงเดียวกัน”

“สําหรับรัสเซีย มีรายการจัดงานที่ยาวเหยียด ทั้งการจัดนิทรรศการศิลปะรัสเซีย และนิทรรศการภาพถ่าย โดยคณะช่างภาพไทยได้เดินทางไปถ่ายภาพทิวทัศน์ในรัสเซีย และผมขอให้เลือกมาแสดง 120 ภาพ จากทั้งหมดร่วมหมื่นภาพ นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องยากที่สุดที่จะเลือก เพราะภาพทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถ่ายได้สวยงามมากๆ”

“ในเดือนกันยายน เราจะนำเครื่องประดับคาร์เทียร์อันมีชื่อเสียงของรัสเซีย รวมทั้งทับทิมสยาม มาแสดงให้ชมกันด้วย เพราะมีเรื่องราวของความรักระหว่าง แคทยา และเจ้าฟ้าสยาม (Katya and the Prince of Siam) ซึ่งหมายถึง สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ และอดีตพระชายาชาวรัสเซีย หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก หรือ หม่อมคัทริน จักรพงษ์ ณ อยุธยา (Ekaterina “Katya” Desnitskaya)”

“นอกจากนี้ เรายังได้รับการอนุมัติและสนับสนุนจากสำนักพระราชวังและรัฐบาลไทยในเรื่องสถานที่จัดแสดงรูปปั้นของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ตามด้วยพิธีการที่ยิ่งใหญ่”

“ตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในปี ค.ศ.1893 ให้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ 39 ชุด ต่อมาในปี ค.ศ.1896 รัชกาลที่ 5 ทรงรับสั่งให้มีการจัดทำสำเนา 20 ชุดเพื่อให้เป็นของขวัญแก่ประชาชนชาวรัสเซีย และเราได้ค้นพบว่าพระไตรปิฎกดังกล่าวได้ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยคาซาน ห้องสมุดแห่งชาติของรัสเซียที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก นครแห่งประวัติศาสตร์ และหอสมุดของรัฐที่กรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย โดยจะนำมาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกับการจัดนิทรรศการเอกสารและรูปภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์รัสเซียและไทย นิทรรศการแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมไปถึงการจัดงานเทศกาลอาหารรัสเซียด้วย”

“ผมหวังว่า ปีนี้จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่สำคัญหลากหลาย โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ มิตรภาพ และวัฒนธรรม ซึ่งจะดึงดูดความสนใจจากประชาชนทั่วไป”

ในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้ง ซึ่งตรงกับ 120 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและรัสเซีย

“เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้พบกับศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เล่าว่า ปี ค.ศ.2017 จะเป็นปีแห่งการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครบรอบ 100 ปี อันตรงกับวาระครบรอบ 120 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและรัสเซียด้วย เนื่องจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาจากพระนามของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระบิดาผู้ก่อตั้งมิตรภาพระหว่างประเทศทั้งสองของเรา เราจึงตกลงจะร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลอง ดังนั้น ในเดือนกันยายน จะเริ่มมีการสัมมนาในหลายวาระเพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย”

ในความร่วมมือทางวิชาการ เอกอัครราชทูต บาร์สกี้ เล่าว่า

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรของรัสเซียต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อตกลงในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมอสโก (Moscow State University-MGU) มหาวิทยาลัยเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg State University) และสถาบันเอมกิโม (มหาวิทยาลัย) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย (MGIMO University) มีการก่อตั้งศูนย์รุสกี้ มีร์ (Russkiy Mir) และศูนย์รัสเซียศึกษา (Center for Russian Studies) ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012”

เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้วที่นักเรียนไทยให้ความสนใจไปเรียนต่อที่ประเทศรัสเซียเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะไปเรียนแลกเปลี่ยนระยะเวลาสั้นๆ หรือจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี โท เอก ในแต่ละปี รัฐบาลรัสเซียมีทุนมอบให้นักเรียนไทยอยู่เสมอ และในปี ค.ศ.2017 นี้ รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศมอบทุนให้นักเรียนไทยที่สนใจเรียนต่อในประเทศรัสเซีย กว่า 34 ทุน ภายใต้สาขาวิชา Nuclear Energy Technology, Linguistic and Literary Studies, Nuclear Energy Technology, Mass-media and Library and Information Activities, Education and Pedagogical Sciences

“ผมยังได้ขอทุนการศึกษาเพิ่มเติมจากรัฐบาลของเรา โดยหวังว่าจะได้รับถึง 50 ทุน ในทุกปี คนไทยมากกว่า 100 คนเลือกเรียนภาษารัสเซียเพื่อไปประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายหลายแห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความตื่นตัวและต้องการคนที่รู้ภาษารัสเซียเป็นจำนวนมาก”

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยที่สอนภาษารัสเซียในประเทศไทยคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรามคำแหง นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.2009 ได้มีการทดลองการสอนภาษารัสเซียในห้าโรงเรียนในกรุงเทพมหานครด้วย นอกจากมหาวิทยาลัยที่กล่าวมาจะสอนภาษารัสเซียแล้ว ยังสอนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วรรณกรรมรัสเซีย เป็นต้น

“ส่วนในประเทศรัสเซีย มีการเรียนการสอนภาษาไทย และวัฒนธรรมไทยในมหาวิทยาลัย เช่น สถาบันของรัฐในกรุงมอสโกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (MGIMO), กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย, สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก มหาวิทยาลัยเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น (Far Eastern State University)”

“ผมคิดว่า ทุกประเทศมีความเป็นพิเศษ แต่สำหรับประเทศไทย ถือเป็นความโชคดีของผม”

“ดังนั้น ข้อความที่ผมต้องการจะสื่อสารถึงคนไทย คือ ขอได้โปรดศึกษารัสเซียอย่างถี่ถ้วนในความสัมพันธ์ที่เรามีร่วมกัน ทั้งในประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน และอนาคต และจะค้นพบว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ประชาชนให้ความเป็นมิตร มีการศึกษาสูง มีวัฒนธรรม มีอารมณ์ขัน และมีความรักความจริงใจต่อประเทศไทย ถ้าคนไทยได้ลองคุยกับคนรัสเซีย ก็จะได้ค้นพบความจริงสองประการ”

“ประการแรก คนรัสเซียที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย บางคนเคยมาครั้งเดียว บางคนเคยมาถึงสองครั้ง แต่ก็มีอีกหลายคนที่มาเป็นประจำทุกปี”

“ประการที่สอง ถ้าถามคนรัสเซีย เขาหรือเธอจะบอกว่า ไทยเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยม และมีความเป็นพิเศษมาก อีกทั้งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ เป็นที่นิยม จึงเห็นได้ชัดว่า ชาวรัสเซียทุกคนรักประเทศไทย อันเป็นเรื่องที่วิเศษสุด มิใช่หรือ”

ก่อนอำลา เอกอัครราชทูตบาร์สกี้ ไม่ลืมที่จะฝากคำวิงวอนว่า

“คนไทยที่รักของผม ขอได้โปรดรักรัสเซีย เป็นเพื่อนกับรัสเซีย เดินทางไปรัสเซีย ทำธุรกิจกับรัสเซีย อ่านเกี่ยวกับรัสเซีย เพราะผมคิดว่าปีนี้ เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ท่านจะได้ค้นพบรัสเซีย”

จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 120 ปี ความสัมพันธ์สองแผ่นดินเป็นสายใยแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมเลือน หรือตัดขาดจากกันได้ แต่กลับมาบรรจบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของมิตรภาพอันแนบแน่นที่ยั่งยืน มั่นคง เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้สืบสานมรดกนี้ต่อไป

คุยกับทูต คีริลล์ บาร์สกี้ ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ ในความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย (เพิ่มเติม-1)

ดูเหมือนคำว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 มีแนวโน้มการสืบค้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต

สะท้อนให้เห็นถึงความหวั่นวิตกและความกลัวว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นมาในขณะนี้ ด้วยสถานการณ์โลกซึ่งดูเหมือนจะมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษที่จะเกิดวิกฤตและความขัดแย้งขึ้นมาอย่างฉับพลันในพื้นที่ ได้แก่ ภูมิภาคทะเลบอลติก ตะวันออกกลาง ทะเลจีนใต้ และเกาหลีเหนือ

โดยเฉพาะโครงการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลแก่ประชาคมโลกมานานกว่า 20 ปี

และนับวันความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

เพราะผู้นำประเทศ คิม จอง อึน ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เป็นนโยบายสูงสุดของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

คิมพูดย้ำอีกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาที่จะใช้ปฏิบัติการทางนิวเคลียร์ในลักษณะเป็นฝ่ายเปิดการโจมตีก่อนในอนาคตข้างหน้า โดยพยายามทดสอบขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีป

วันนี้ภูมิภาคเอเชียเหนือได้เข้าสู่ “ขั้นตอนใหม่ของภัยคุกคาม” โดยคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้ประชุมฉุกเฉิน และออกแถลงการณ์ประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นการละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ

เกาหลีเหนือจึงเป็นจุดอันตรายระดับโลก ในประเภทที่ต้อง “แจ้งเตือนภัยอันตรายสูงสุด”

ต่อคำถามที่ว่าจะเกิดสงครามหรือไม่ และควรมีวิธีการอย่างไรเพื่อลดความตึงเครียดและแก้ปัญหานิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

นายคีริลล์ บาร์สกี้ (His Excellency Kirill Barsky) ได้แสดงความคิดเห็นในฐานะเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย

“เห็นได้ชัดว่า ในวันนี้เราได้ร่วมรับรู้ถึงหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญและร้ายแรงที่สุดของพัฒนาการบนคาบสมุทรเกาหลี อันจะไม่เกินความจริงที่จะกล่าวว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สันติภาพในภูมิภาคนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเร่งการเผชิญหน้ากันอย่างร้อนแรงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน มีการใช้วาจาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน คนทั่วโลกเริ่มคาดเดาว่าจะมีสงครามใหญ่หรือไม่ ในสถานการณ์ดังกล่าวหากมีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ไม่ระมัดระวัง หรือตีความผิดพลาดอาจนำไปสู่ผลที่ไม่สามารถย้อนกลับได้”

โดยความเสี่ยงที่ว่านี้ อาจมาจากการเข้าใจผิด หรือการคาดการณ์ผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“เราให้ความสำคัญกับประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งที่เป็นอันตรายในภูมิภาคนี้ เพราะรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมของเราที่จะต้องมีความกังวล แน่นอนว่า เราประณามการทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมากลับกลายเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อความปลอดภัยของเรา”

“เราเข้าใจดีถึงความรู้สึกของเพื่อนบ้านของเรา เมื่อเริ่มมีการยิงขีปนาวุธจากดินแดนของเกาหลีเหนือโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งทำให้การเดินเรือและการขนส่งทางอากาศ ตลอดจนชีวิตของประชาชนคนธรรมดาต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอันตราย”

“เราไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าวของเกาหลีเหนือ สภาวะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนของรัสเซียต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 2270 และ 2321 ในเรื่องการลงโทษต่อเกาหลีเหนือ รัสเซียเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่ต้องห้าม โดยกลับไปสู่สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอยู่ภายใต้การควบคุมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)”

“แต่ก็เห็นได้ชัดว่า เกาหลีเหนือจะไม่ยอมยุติอาวุธนิวเคลียร์ของตน เว้นแต่จะมั่นใจว่า จะไม่มีภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของเกาหลีเหนือ ในขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือก็ถูกยั่วยุจากการฝึกซ้อมร่วมทางทหารโดยสหรัฐและพันธมิตรที่จัดขึ้นตามปกติในภูมิภาค ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลและตึงเครียดแก่กรุงเปียงยาง”

ทั้งนี้เพราะสหรัฐ เกาหลีใต้ และพันธมิตรทางทหารอีกหลายชาติเดินหน้าซ้อมรบหน้าบ้านของเกาหลีเหนือ แม้ว่าเกาหลีเหนือจะขู่ว่า พร้อมที่จะตอบโต้การยั่วยุหรือภัยคุกคามนี้ด้วยการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์

“อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สงบในภูมิภาคนี้คือ การตัดสินใจของกรุงวอชิงตันและกรุงโซลเมื่อปีที่แล้ว โดยสหรัฐส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธเพดานบินสูงชื่อ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) เข้าไปติดตั้งในเกาหลีใต้”

“เราเน้นย้ำหลายครั้งว่า ขั้นตอนดังกล่าวจะไม่เพียงทำให้กรุงเปียงยางโกรธ แต่จะเป็นการทำลายความสมดุลทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะรัสเซียและจีน เราขอเรียกร้องให้สหรัฐและสาธารณรัฐเกาหลีพิจารณาทบทวนการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และเราหวังว่าประเทศอื่นๆ จะไม่เข้าร่วมมาตรการที่ทำให้เกิดความไม่สงบเหล่านี้” เอกอัครราชทูตบาร์สกี้กล่าวเตือน

การที่สหรัฐส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธชื่อ THAAD เข้าไปติดตั้งในเกาหลีใต้ทันทีนั้น เพื่อเป็นการปกป้องเกาหลีใต้และทหารสหรัฐ 2 หมื่นกว่านายที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ หากเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ

แต่ก็ทำให้จีนและรัสเซียกังวลว่า ระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD มีสมรรถนะที่เกินขอบเขตการปกป้องเกาหลีใต้

เพราะสามารถจับตาการเคลื่อนไหวต่างๆ สามารถสอดส่องอาณาเขตและบ่อนทำลายความมั่นคง ทำลายความสมดุลของอำนาจในภูมิภาค ขณะที่ความตึงเครียดเหนือคาบสมุทรเกาหลีก็ไม่ได้ลดลงเลย

“ในขณะที่มีการสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรตามกฎระหว่างประเทศต่อเกาหลีเหนือ เราควรร่วมมือกับกรุงเปียงยางในการเจรจาที่สร้างสรรค์ เพราะต้องเข้าใจว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหานิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีโดยใช้วิธีการลงโทษและสร้างความกดดันเท่านั้น”

“การคว่ำบาตรไม่ควรใช้เพื่อกีดขวางความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ และไม่ควรทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมของประเทศเลวร้ายลงไป อีกทั้งไม่ควรมีที่ว่างให้ข้อจำกัดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผิดกฎหมายไปกระทบต่ออุตสาหกรรมของพลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับโครงการขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ การลงโทษดังกล่าวก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของชาวเกาหลีเหนือ”

“ถึงแม้จะเห็นได้ชัดว่า เกาหลีเหนือปฏิบัติไม่เหมาะสมในการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องที่ถูกต้องตามกฎของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งมีอยู่ในมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่การใช้กำลังกับเกาหลีเหนือ ก็ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะอาจมีผลร้ายแรงโดยรวม ต่อคาบสมุทรเกาหลีและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น การดำเนินการทางการทูต จึงควรเป็นทางเลือก”

อย่างไรก็ตาม หากมีการเจรจาเพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จะเป็นประโยชน์สำหรับสหรัฐ คือป้องกันไม่ให้เกาหลีเหนือก้าวข้ามความสามารถทางยุทธศาสตร์ และประโยชน์สำหรับจีน คือการรักษาให้ระบบเกาหลีเหนือยังคงอยู่ ทั้งยังเป็นรัฐกันชนให้กับจีน

“ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรสงบสติอารมณ์และมีความยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลัง ไม่ควรมีใครใช้วิธีซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มความตึงเครียดให้มากขึ้น”

“นับเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างเงื่อนไขสำหรับเขตปลอดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือในอนาคต ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากภาวการณ์ปกติของสถานการณ์ทางการทหารและการเมือง ปราศจากการปฏิเสธในการเพิ่มกำลังรบ ปราศจากการลดขนาดของการฝึกทหาร ปราศจากการสร้างความไว้วางใจระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นใดในการตกลงทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหานิวเคลียร์ของคาบสมุทรเกาหลี บนพื้นฐานของแถลงการณ์ร่วมในรอบที่สี่ของการเจรจาหกฝ่าย เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.2005”

เอกอัครราชทูตคีริลล์ บาร์สกี้ ให้ข้อคิดว่า

“จากพัฒนาการที่เกิดขึ้นล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ในภูมิภาคนี้ไม่สมควรที่จะถูกละเลย ดังมีคำกล่าวที่ว่า A bad peace is better than a good fight-สันติภาพที่ย่ำแย่ก็ยังดีกว่าการสู้รบที่เยี่ยมยอด”

 

สถานทูตสหพันธรัฐรัสเซีย

ประจำราชอาณาจักรไทย

ที่อยู่ของ:
78 Sap Road, Surawong, Bangrak, Bangkok, 10500
E-mail:
โทรศัพท์:
(+66 2) 234-98-24
(+66 2) 268-11-69
แฟกซ์:
(+66 2) 237-84-88